กรุ๊ง...กริ๊ง...กรุ๊ง...กริ๊ง
เสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นที่ประตูร้าน ทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ส่วนตัวและมองไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เดินเข้ามาในร้าน
กลิ่นกาแฟที่มาสเตอร์กำลังบด ลอยอบอวลอยู่ในร้าน ทำให้ฉันอดเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นหอมของมันไม่ได้ ถึงแม้เบื้องหน้าฉันจะมีคาปูชิโน่หอมกรุ่มวางอยู่แล้วถ้วยนึงก็ตาม...
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ฉันมานั่งสัมผัสบรรยากาศในร้านกาแฟร้านโปรดของฉัน หลังจากที่ฉันพบว่าตัวเองนั้นช่างว่างเปล่าเหลือเกิน
ฉันเพิ่งเลิกกับคนรักของฉันมาได้ 2 วัน มันเป็นการจากลาที่น่าเศร้า อาจจะฟังดูเป็นเหตุผลงี่เง่าเหลือเกิน ถ้าฉันจะบอกว่าที่เราเลิกกัน...เพราะว่าเราไม่เข้าใจกัน
ฉันอยู่ในภาวะที่หมดแรงดึงดูดที่จะทำสิ่งใดๆ ซึ่งส่งผลให้รอบตัวฉันช่างเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ ไม่มีอะไรมีแรงกระตุ้นพอที่จะให้ฉันลุกขึ้นมาทำกิจกรรมต่างๆในวันหยุดเหมือนแต่ก่อน...
ฉันเลยถือโอกาสให้ตัวเองได้พักผ่อนเพียงลำพังเสียบ้าง หลังจากที่พบเรื่องต่างๆมามากมาย จึงปล่อยตัวเองอยู่ในร้านกาแฟเจ้าประจำ ที่ฉันชอบมาทานตั้งแต่สมัยเรียน
เวลาที่ฉันต้องการพักผ่อน ฉันชอบมานั่งที่ร้านนี้ โต๊ะริมหน้าต่างตัวที่สอง...โต๊ะประจำของฉัน ซึ่งดูเหมือนว่ามาสเตอร์จะสงวนโต๊ะนี้ไว้ให้ฉัน เพราะเมื่อใดที่ฉันมา...มันจะว่างอยู่เสมอ ฉันคิดเอาเองน่ะ
ฉันทอดสายตาผ่านกระจกออกไปนอกร้านอีกครั้งหนึ่ง มองดูผู้คนที่กำลังเดินอย่างขวั่กไขว่ โดยส่วนมากถ้าไม่ใช่คู่รัก ก็เป็นกลุ่มเพื่อนฝูงที่ชวนกันมาเที่ยว น้อยคนนักที่จะเดินคนเดียวในย่านนี้
ท้องฟ้าที่เคยสดใส เริ่มก่อตัวด้วยเมฆสีเทา เป็นลางบอกเค้าว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้า ถ้าเป็นปกติฉันควรจะรีบทานกาแฟให้หมดแล้วรีบกลับบ้านเสียก่อนที่ฝนจะตก เพราะฉันไม่ได้นำร่มมา
แต่สำหรับวันนี้ ฉันอยากจะปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความเคยชิน ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้ฉันต้องรีบกลับบ้านเพียงเพราะฝนจะตก ยังไงเสียฉันก็ไม่มีสิ่งใดต้องทำอยู่แล้ว
กลิ่นขนมปังอบเนยหอมกรุ่นออกมาจากเตา... ภรรยามาสเตอร์เพิ่งอบมันเสร็จ กลิ่นของมันยังคงหอมเหมือนก่อนไม่มีผิด...
ระหว่างที่ฉันกำลังเหม่อลอย ย้อนรำลึกไปถึงอดีต รู้สึกตัวอีกที ภรรยามาสเตอร์ก็ถือจานใส่ชิ้นขนมปังที่เธอเพิ่งอบเสร็จเมื่อซักครู่เดินมาทางฉัน
"วันนี้ไม่รีบกลับบ้านก่อนฝนตกหรอจ้ะ?" เสียงนุ่มๆอันอบอุ่นของเธอถามฉัน
"ไม่หรอกค่ะ วันนี้หนูอยากพักผ่อนซักวัน" เธอได้ฟังดังนั้นก็ยิ้ม ก่อนที่จะวางจานขนมปังไว้บนโต๊ะ
"เพิ่งอบเสร็จน่ะจ้ะ กำลังร้อนๆเลยเชียว ลองทานดูละกันนะจ้ะ เป็นบริการพิเศษจากพี่เองจ้ะ"
"ขอบคุณมากค่ะ" ฉันก้มหัวขอบคุณเธอ ซึ่งเธอก็พยักหน้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปหลังเคาเตอร์
เม็ดฝนค่อยๆหยดลงมาจากกลุ่มเมฆสีเทาเหล่านั้น ทีละน้อยๆ จนมากขึ้น ผู้คนที่เดินกันอยู่ต่างค่อยๆหายไปจากท้องถนนที่เคยเต็มไปด้วยผู้คน
ฉันหยิบชิ้นขนมปังขึ้นมาชิ้นหนึ่ง และทานมัน มันยังคงอร่อยเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน เต็มไปด้วยรสชาติของความเอาใจใส่ และพิถีพิถันของภรรยามาสเตอร์
ขนมปังชิ้นนี้ทำให้ฉันนึกไปถึงครั้งแรกที่ฉันได้พบกับเขา แฟนของฉัน จะว่าเราพบกันเพราะขนมปังก็ว่าได้
ในตอนนั้นเขามาซื้อขนมปังทาน แต่บังเอิญว่าชิ้นสุดท้ายนั้นฉันเป็นคนซื้อไปก่อนหน้าเขาเพียงไม่กี่นาที ทำเอาเขาบ่นอุบอิบด้วยความเสียดายที่ตัวเองมาช้าเกินไป
ฉันจึงยื่นขนมปังที่ฉันซื้อให้เขาไป เพราะฉันเองก็ไม่ได้อยากทานอะไรถึงขนาดนั้น แค่จะซื้อไว้ทานตอนเช้าเท่านั้นเอง ซึ่งเขาก็รับไว้พร้อมยิ้มขอบคุณในน้ำใจที่ฉันมอบให้กับเขา
หลังจากนั้นเราก็ทำความรู้จักกันเรื่อยมา จนกระทั่งเขาขอฉันคบเป็นแฟน เมื่อเราคบกันทุกสิ่งต่างก็แต่งแต้มไปด้วยสีสันของความสุข แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าเราต่างก็เริ่มเรียนรู้จักกันและกันมากขึ้นและพบข้อเสียของกันและกัน
เขาเป็นคนค่อนข้างคิดมาก ใจร้อน ในขณะที่ฉันไม่ค่อยแสดงความรู้สึก และชอบที่จะอยู่กับโลกส่วนตัวมากกว่า เลยดูเหมือนว่าฉันเย็นชา ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่
ในหลายๆครั้งเราขัดแย้งกันเพราะฉันชอบอยู่ในโลกส่วนตัว และเขาชอบคิดมาก แต่เราต่างก็ประคับประคองกันมา จนเวลาล่วงเลยผ่านมาได้ 5 ปี เขาและฉันต่างก็มีภาระงาน และมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
แต่กระนั้นนิสัยฉันและเขาก็ยังเปลี่ยนไปไม่มากเท่าไหรนัก จนมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน เขามาสารภาพกับฉันว่าเขารู้สึกเหมือนตัวเขาไม่ใช่แฟนของฉัน เป็นเพียงคนที่อยู่ข้างๆ และฉันไม่ได้สนใจ
เขาบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดเวลา 5 ปี ที่ได้คบกัน บอกความรู้สึกที่เขาคิดและพยายามสื่อให้ฉัน แต่ดูเหมือนฉันจะไม่สนใจและไม่ได้สนองตอบเขากลับไป
แต่สำหรับฉัน 5 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข ถึงแม้ฉันจะยอมรับว่า ฉันค่อนข้างจะมีโลกส่วนตัวอยู่บ่อยครั้ง แต่ฉันก็ให้ความสนใจเขา และตอบสนองเขาเท่าที่ฉันพอจะแสดงออกไปได้
เราพยายามปรับความเข้าใจ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถสื่อเรื่องราวกันได้เท่าไหรนัก เพราะเขาค่อนข้างใจร้อน และฉันแสดงความรู้สึกออกไม่เก่งเท่าไหรนัก
เขาคาดคั้นให้ฉันอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่ยิ่งพูด เรื่องราวก็ยิ่งดูเหมือนห่างไกลออกไป เมื่อฉันไม่สามารถสื่อสิ่งที่ฉันคิดออกไปได้เท่าที่ควร
จนในที่สุด ฉันกับเขาก็ลงเอยด้วยการลาจาก... เป็นการลาจากที่เราต่างไม่เข้าใจ และต่างฝ่ายต่างเดินแยกทางกันไป
นี่ก็ผ่านไป 2 วันแล้วที่เราได้เลิกกัน ฉันยอมรับว่าฉันยังคงคิดถึงภาพและวันเวลาเก่าๆอยู่เสมอ ในเวลาที่ฉันเหม่อลอยและไม่ได้ทำสิ่งใด
ฉันคงจะไม่โกหกตัวเองหรอกว่า ฉันยังคงรักเขาอยู่ และถ้ามีโอกาสอีกครั้งฉันอยากจะสื่อความรู้สึกของฉันให้เขาได้รับรู้ แสดงออกให้มากกว่านี้ เผื่อว่ามันอาจจะจบลงในทางที่ดีกว่านี้...
กรุ๊ง...กริ๊ง...กรุ๊ง...กริ๊ง ซ่า~~~~ซ่า~~~~ซ่า~~~~~~
เสียงกระดิ่งของประตูร้านที่เปิดขึ้น นำพาเสียงของสายฝนที่ตกกระหน่ำตอนนี้เข้ามาในร้านด้วย และมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน และเดินไปยังเคาเตอร์
กลิ่นกาแฟบดหอมกรุ่น อบอวลในร้านอีกครั้งหนึ่ง ทำเอาฉันเหม่อลอยและเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นนั้น
"ผมว่าคุณอย่าทานกาแฟเย็นๆนั่นเลย คุณน่าจะทานกาแฟร้อนๆมากกว่านะในตอนที่อากาศแบบนี้" เสียงที่คุ้นเคยกล่าวกับฉัน ก่อนที่ฉันจะรู้สึกตัวและสังเกตว่ากาแฟของฉันนั้นเย็นไปนานแล้ว
"เวลา 5 ปี สำหรับผมแล้ว มันมีค่ามากกว่าที่จะจบลงเพราะความไม่เข้าใจกันนะ คุณคิดอย่างนั้นไหม?" เสียงที่คุ้นเคยนั้นถามกับฉัน ก่อนที่ฉันจะหันไปมองเขาและยิ้มอย่างมีความสุขออกมา
ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาอยู่เมื่อซักครู่ ได้มีแสงอาทิตย์สาดแสงอันสดใสลงมาอีกครั้ง และเริ่มวันที่สดใสขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
"ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ...มันมีค่ามากจริงๆ" ฉันตอบกลับไป ด้วยความรู้สึกจากใจของฉันจริงๆ
กรุ๊ง...กริ๊ง...กรุ๊ง...กริ๊ง
เสียงกระดิ่งประตูร้านดังขึ้นอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เดินเข้ามา แต่เป็นชายหญิงคู่หนึ่งที่เพิ่งเดินจับมือออกไปด้วยสีหน้าเปี่ยมความสุขที่สุด
แฮะๆๆ เป็นเรื่องสั้นอีกเรื่องที่เขียนขึ้นมาค่ะ จากอารมณ์ที่นั่งหง่าวอยู่ในร้านกาแฟซักแห่งหนึ่ง ยังไงก็ลองอ่านแล้ววิจารณ์ได้ตามใจชอบเลยนะคะ ผู้เขียนน้อมรับคำติชมไว้ด้วยความเต็มใจยิ่งค่ะ
อ้อ แต่คอมเม้นท์แบบ"เกรียน"นี่ไม่เอานะคะ น้องบาสคิดว่าคนที่เปิดบล็อคเล่นเน็ทเป็น คงไม่มี"เกรียน" หลุดออกมานะคะ ขอบคุณมากค่ะ
สำหรับเรื่องนี้เป็นฟิคฯที่บาสแต่งขึ้นเป็นเรื่องที่ 2 น่ะค่ะ (ไม่นับยูเรน่าฯ ที่เป็นฟิคยาวนะคะ) ถัดจากเรื่อง ทางเดิน-สองเรา โดยฟิคเรื่องนี้(วันสีเทาหม่นฯ)จะมีความชัดเจนในด้านบรรยากาศและภาพลักษณ์มากกว่า ทางเดิน-สองเรา ที่เน้นบรรยายเป็นความรู้สึกของแต่ละฝ่ายน่ะค่ะ คิดว่าคงเป็นงานที่มีการพัฒนาขึ้นจากเดิมพอสมควรเลย หลังจากที่ผ่านการเขียนมาหลายครั้งอยู่ ยังไงก็ขอฝากงานด้วยนะคะ
พูดถึงเรื่องส่วนตัวทั่วไปนิดนึง วันนี้ไปดูเรื่อง "ฮันนะซัง สวยสั่งได้" (ได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูนเรื่อง "คันนะซัง คนจะสวยช่วยไม่ได้" มาน่ะค่ะ เลยไปดู :P) ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ เป็นอีกเรื่องที่คิดว่าดูแล้วไม่เสียดายเงินค่ะ (เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนในการสร้างนะคะ ไม่ได้สร้างตามการ์ตูน เพราะงั้นดูแล้วอย่าบ่นนะคะ ว่าไม่เหมือนการ์ตูนเลย) แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ทำเอาบาสน้ำตาคลอได้เลยล่ะ อยากรู้ว่าน้ำตาคลอทำไม สงสัยว่าคงจะต้องไปดูเอาเองนะคะ เพิ่งเข้าโรงฉายวันนี้เอง คิดว่าน่าจะอยู่ราวๆ 2 สัปดาห์ได้ อย่าลืมควงแขนแฟนไปดูนะคะ แล้วจะพบว่าความรักน่ะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภายนอกหรอก
ปล. ถึงจะว่ายังงั้นก็ตาม บาสว่าภายนอกก็ยังสำคัญอยู่ดีนั่นแหละ
ปล.2 ไปดูเรื่องนี้คนเดียวง่ะ
ปล.3งวดหน้า(อีก 2 วัน) อัพTag ของชงจังค่ะ เป็น Tag ของวิเศษของโดราเอมอน
ปล.4 คิดถึงทุกคนนะคะ มิสๆๆๆๆๆๆ
ปล.5 19 สิงหาคม ร่วมลงประชามติรับ/ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญนะคะ 1 เสียงของคุณมีค่าค่ะ
ใช้สำนวนเก่งมากๆ แสดงให้เห็นว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก และสะสมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาใช้ได้เป็นอย่างดี เล่าเรื่องเก่งมากเลยครับ เริ่มต้นดีและจบดีอีกด้วย
ไม่เคยอ่านหนังสือ แต่เห็นเทรลเลอร์บ่อยๆแล้วติดใจเพลง Maria~ เพราะมากๆ พอได้ดู...ร้องไห้เลยครับ ไม่นึกว่าหนังเกาหลีจะทำให้รู้สึกอินจนร้องไห้และประทับใจมากขนาดนี้ เพราะปกติไม่ค่อยดูหนังเกาหลีอยู่แล้ว เค้าสร้างดีมาก ไม่เว่อร์ ไม่หลอกคนดูเกินไป ไม่ทำให้เกินพอดี แต่ทุกอย่างน่าเชื่อไปหมด รวมทั้งเล่นกับอารมณ์ของฮันนะได้ดีมากๆ โอย...กลับบ้านมารีบมาหาเพลง Maria เลยครับ แล้วก็เจอจริงๆด้วย ดีใจจัง อยากซื้อเป็น DVD เก็บจังเลยเรื่องนี้